News

Home / ข่าวสารที่น่าสนใจ / สรุปสาระสำคัญของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

สรุปสาระสำคัญของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

สรุปสาระสำคัญของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

1. หลักเกณฑ์การเป็นสมาชิกกองทุน

1.1 กิจการที่ต้องเข้าร่วมกองทุน (บังคับ)

    • กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และ ไม่มีการจัดการสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมายอื่น เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนสงเคราะห์ภายในบริษัท
    • นายจ้างต้องดำเนินการยื่นแบบ สกล.3 เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ตัวอย่าง: บริษัทมีพนักงาน 200 คน โดย 180 คนอยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ภาคสมัครใจ) แต่ 20 คนไม่เข้าร่วม บริษัทต้องจัดให้พนักงาน 20 คนนี้เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมาย

1.2 กิจการที่ไม่บังคับแต่สามารถเข้าร่วมได้ (สมัครใจ)

    • กิจการที่มีลูกจ้าง น้อยกว่า 10 คน หรือ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. เช่น งานเกษตร งานรับใช้ในบ้าน หรือองค์กรไม่แสวงหากำไร
    • หากลูกจ้างและนายจ้างตกลงกัน สามารถยื่นแบบ สกล.3/1 เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุน

ตัวอย่าง: บริษัทมีพนักงาน 8 คน ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมตามกฎหมาย แต่หากนายจ้างและลูกจ้างตกลงกันก็สามารถสมัครได้

** ข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในบังคับให้ลูกจ้างต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ

    • นายจ้างที่มีลูกจ้าง ต่ำกว่า 10 คน
    • นายจ้างที่จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
      (กรณีลูกจ้างไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนายจ้างมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง)
    • นายจ้างที่จัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้าง ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. 2567
    • กิจการที่มีกฎหมายกเว้น ไม่ให้นำหมวดที่ 13 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาใช้บังคับ เช่น กิจการ/งานประมง มูลนิธิ สมาคม งานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย โรงเรียนเอกชนเฉพาะบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น

2. ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและการนำส่งเอกสาร

2.1 การขึ้นทะเบียนครั้งแรก

    • สำหรับนายจ้างที่ต้องเข้าร่วมบังคับ: ยื่นแบบ สกล.3
    • สำหรับนายจ้างที่สมัครใจเข้าร่วม: ยื่นแบบ สกล.3/1
    • หากอนุมัติจะได้รับหนังสือรับรองเป็นแบบ สกล.4 (สำหรับกรณีบังคับ) หรือ สกล.4/1 (สำหรับกรณีสมัครใจ)

2.2 การนำส่งเงินและแบบแสดงรายการ

    • ยื่นแบบ สกล.3 หรือ สกล.3/1 พร้อมเงินสะสมและเงินสมทบ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการจ่ายค่าจ้าง

ตัวอย่าง: งวดค่าจ้างเดือนตุลาคม 2568 จะต้องนำส่งภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

2.3 การเปลี่ยนแปลงข้อมูล

    • กรณีมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช่น ชื่อบริษัท ที่อยู่ หรือจำนวนพนักงาน ต้องยื่นแบบ สกล.3/2

3. อัตราการส่งเงินสะสมและเงินสมทบ

  • 1 ตุลาคม 2568 – 30 กันยายน 2573 : อัตราฝ่ายละ 0.25%
  • 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไป : อัตราฝ่ายละ 0.50%
  • นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้างทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินเดือน และนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

4. การคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบ

  • คำนวณจาก ค่าจ้างรวม เช่น ค่าล่วงเวลา (OT), ค่าตำแหน่ง, เบี้ยขยัน, ค่าเดินทาง, ค่าอาหาร และค่ากะ
  • ไม่รวม โบนัส หรือค่าตอบแทนที่ไม่แน่นอน

5. กรณีการไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบ

  • หากไม่นำส่งหรือส่งไม่ครบถ้วน ต้องชำระ เงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน
  • พนักงานตรวจแรงงานจะมีหนังสือแจ้งเตือนให้นำส่งเงินที่ค้างชำระ ภายใน 30 วัน

6. การขอรับเงินคืนจากกองทุน

6.1 กรณีลูกจ้างออกจากงาน

    • สิ้นสุดการจ้างงาน/ตกลงเลิกสัญญาจ้าง/นายจ้างเลิกจ้าง (ไม่ว่าจะกระทำความผิดวินัยหรือไม่)/เกษียณอายุ/ลาออก
    • นายจ้างต้องออกหนังสือยืนยันการสิ้นสภาพการจ้างงาน และคืนเงินสะสมพร้อมเงินสมทบให้ลูกจ้าง ภายใน 30 วัน

6.2 กรณีลูกจ้างเสียชีวิต

    • เงินจะตกเป็นของบุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ ในแบบหนังสือกำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินฯ (สกล.5)
    • หากไม่ระบุ จะตกเป็นของบุตร คู่สมรส บิดา มารดา ในสัดส่วนเท่า ๆ กัน
    • หากไม่มีผู้รับ เงินจะตกเป็นของกองทุนสงเคราะห์

7. ประโยชน์ของกองทุนฯ

ประโยชน์ต่อลูกจ้าง

  • ยกระดับมาตรฐานคุ้มครองลูกจ้าง
  • ส่งเสริมการออมเงินให้กับลูกจ้าง
  • เสริมสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน
  • บรรเทาความเดือนร้อนให้กับลูกจ้างและเป็นการเพิ่มหลักประกันทางส้มคม

ประโยชน์ต่อนายจ้าง

  • แสดงถึงภาพลักษณ์ที่ดีของนายจ้าง
  • สร้างความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กร
  • สร้างแรงจูงใจให้ลูกจ้างทำงานกับนายจ้างในระยะยาว

8. บทกำหนดโทษ

  • นายจ้างที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการ หรือไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงตามที่กฎหมายกำหนด หรือแจ้งข้อมูลเท็จ
  • โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 

กฏหมายที่เกี่ยวข้อง

  1. พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567

    • ประกาศราชกิจจานุเบกษา: วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567
    • สาระสำคัญ: ให้เริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนฯ
      ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป
  2. กฏกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567

    • ประกาศราชกิจจานุเบกษา: วันที่ 22 พฤศจิกายน 2567
    • สาระสำคัญ:
      –  กำหนดอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง และเงินสมทบของนายจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2573 ในอัตรา ฝ่ายละ 0.25
      –  กำหนดอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง และเงินสมทบของนายจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2573 ในอัตรา ฝ่ายละ 0.50
  3. กฏกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. 2567

    • ประกาศราชกิจจานุเบกษา: วันที่ 22 พฤศจิกายน 2567
    • สาระสำคัญ: กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำหรับนายจ้างที่มีความประสงค์จัดการ
      สงเคราะห์แก่ลูกจ้างๆ โดยได้รับยกเว้น ไม่ต้องให้ลูกจ้างเจ้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ
  4. ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินเงินสะสมและเงินสมทบที่นายจ้างต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567

    • ประกาศราชกิจจานุเบกษา: วันที่ 23 พฤศจิกายน 2567
    • สาระสำคัญ: กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่ม
      เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
  5. ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการให้ลูกจ้างในกิจการที่มิได้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567

    • ประกาศราชกิจจานุเบกษา: วันที่ 23 พฤศจิกายน 2567
    • สาระสำคัญ: กำหนดให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีระเบียบรองรับให้ลูกจ้าง ในกิจการที่มิได้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้
  6. ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินเงินสะสมและเงินสมทบที่นายจ้างต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567

    • ประกาศราชกิจจานุเบกษา: วันที่ 23 พฤศจิกายน 2567
    • สาระสำคัญ: กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินเงินสะสมและเงินสมทบที่นายจ้างต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อให้การดำเนินการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  7. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบหนังสือกำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กรณีลูกจ้างตาย

    • ประกาศราชกิจจานุเบกษา: วันที่ 23 พฤศจิกายน 2567
    • สาระสำคัญ:  กำหนดแบบหนังสือกำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กรณีลูกจ้างตาย
  8. ประกาศคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นขอเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง และการออกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้แก่นายจ้าง พ.ศ. 2567

    • ประกาศราชกิจจานุเบกษา: วันที่ 23 พฤศจิกายน 2567
    • สาระสำคัญ:  กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นขอเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง และการออกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้แก่นายจ้าง เพื่อให้การบริหารงานกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ